เบิร์นหลังเล่นเวท ลดไขมันได้ดีกว่าหรือไม่ - planforfit
162_burn

เบิร์นหลังเล่นเวท ลดไขมันได้ดีกว่าหรือไม่

[sam_ad id="20" codes="true"]

162_burn_p

สำหรับข้อมูลในบทความนี้อาจจะทำให้หลายคนอาจจะสนใจการคาร์ดิโอหลังเล่นเวทเพื่อการลดไขมันมากขึ้น

โดยจุดประสงค์ของงานวิจัยนี้ก็ทำเพื่อดูว่าการเวทเทรนนิ่งก่อนการคาร์ดิโอนั้นจะส่งผลอย่างไรต่อกระบวนการเผาผลาญไขมัน

ทางผู้วิจัยได้ทำการแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม
-กลุ่มควบคุม E คือกลุ่มที่คาร์ดิโออย่างเดียว ไม่มีการเวทเทรนนิ่งก่อนคาร์ดิโอ

-กลุ่มที่สองและสามจะเวทเทรนนิ่งก่อน โดยออกกำลังกายจำนวน 6 ท่า, ท่าละ 3 เซท, เซทละ 10 เรป หลังจากนั้นทั้งสองกลุ่มจะแตกต่างกันที่ระยะเวลาในการพักก่อนไปคาร์ดิโอด้วยการปั่นจักรยาน โดยจะคาร์ดิโอนาน 60 นาที เท่ากันทั้งสองกลุ่ม

กลุ่ม RE20 คือกลุ่มที่เวทเทรนนิ่งเสร็จ จะพัก 20 นาทีแล้วจึงไปคาร์ดิโอ

กลุ่ม RE120 คือกลุ่มที่เวทเทรนนิ่งเสร็จ จะพัก 120 นาที (2 ชม) แล้วจึงไปคาร์ดิโอ

 

ผลที่ได้เป็นไปตามรูปด้านล่าง



Untitled

โดยแกน y เป็นระดับการเผาผลาญไขมัน และแกน x เป็นช่วงระยะเวลาระหว่างปั่นจักรยาน เพื่อตรวจสอบดูว่าในแต่ละช่วงเวลามีการใช้ไขมันเป็นพลังงานแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

จากรูปจะเห็นว่า RE20 ที่พักหลังเวทเพียง 20 นาที มีระดับการเผาผลาญมันสูงกว่าในช่วง 30 นาทีแรกของการคาร์ดิโอด้วยการปั่นจักรยาน

สำหรับกลุ่ม RE120 ที่มีการพักหลังเวท 120 นาที ก็มีระดับการเผาผลาญที่สูงกว่ากลุ่มที่ปั่นจักรยานอย่างเดียว (E) แต่ระดับการเผาผลาญนั้นก็ยังน้อยกว่ากลุ่มที่ใช้เวลาพักหลังเวท 20 นาที (RE20)

ทางผู้วิจัยได้ให้เหตุผลว่าในกลุ่มที่พักเพียง 20 นาทีก่อนคาร์ดิโอนั้นมีระดับฮอร์โมน (norepinephrine, GH) ที่สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ตรงนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่ม RE20 มีระดับการเผาผลาญในช่วง 30 นาทีแรกของการคาร์ดิโอมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

สรุป

  1. การเวทก่อนการคาร์ดิโอจะทำให้ระดับการเผาผลาญไขมันสูงขึ้นกว่าการคาร์ดิโออย่างเดียว
  2. การคาร์ดิโอทันทีหลังเล่นเวท (หรือ 20 นาทีหลังเล่นเวท) มีการเผาผลาญไขมันสูงกว่า ดังนั้นการคาร์ดิโอหลังเวททันทีดูจะมีประสิทธิภาพในการลดไขมันมากกว่าการแบ่งช่วงเวทและคาร์ดิโอคนละเวลา (เช่นเวทเช้า คาร์ดิโอเย็น)

อ้างอิง

Goto K, Ishii N, Sugihara S, Yoshioka T, Takamatsu K. Effects of resistance exercise on lipolysis during subsequent submaximal exercise. Med Sci Sports Exerc. 2007;39(2):308-15.

 

[sam id="7" codes="true"]

[sam id="8" codes="true"]



[freakout_genads ads_id="2"][freakout_genads ads_id="2"] [fbcomments]